หลุมพรางในการดูแลผู้บาดเจ็บที่ศีรษะ (Pitfalls on the management of traumatic brain injury) พิมพ์ครั้งที่ 2
หลุมพรางในการดูแลผู้บาดเจ็บที่ศีรษะ (Pitfalls on the management of traumatic brain injury) พิมพ์ครั้งที่ 2
฿400.00
฿400.00
- ประเภท : อีบุ๊ก
- สำนักพิมพ์ : หน่วยผลิตตํารา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- Author : อนุกูล แก้วบริสุทธิ์สกุล, นครชัย เผื่อนปฐม
- ISBN :9786166233704
- ภาษา : thai
- จำนวนหน้า : 212
- ขนาดไฟล์ : 13.23 MB
“อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดคิด เป็นเรื่องของโชคชะตา (fate) ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” เป็นคำกล่าวที่แสดงถึงการรับรู้(perception) หรือ ทัศนคติ (mindset) ที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาแต่โบราณกาล และอาจกล่าวได้ว่าเป็นต้นตอที่สำคัญของการสูญเสียจากการบาดเจ็บบนถนน (road traffic injuries) ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในทุกมิติต่อการพัฒนาประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2559 องค์การอนามัยโลกประเมินจำนวนผู้เสียชีวิตจากการบาดเจ็บบนถนนทั่วทั้งโลกอยู่ที่ 1.35 ล้านคน เป็นสาเหตุการตายอันดับ 8 ของโลกในทุกกลุ่มอายุและอันดับ 1 ของกลุ่มอายุ 5-29 ปีอัตราการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บบนถนนเฉลี่ยทั่วโลกเป็น 18 ต่อประชากร 1 แสนคน และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 20.7 ต่อประชากร 1 แสนคนในขณะที่ ประเทศไทยมีจำนวนผู้เสียชีวิต 22,491 คนต่อปีคิดเป็นอัตรา 32.7 ต่อประชากร 1 แสนคนเป็นอันดับ 1 ของ 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีสาเหตุจากรถจักรยานยนต์ร้อยละ 74 ปี พ.ศ. 2547 องค์การอนามัยโลกร่วมมือกับธนาคารโลกรายงานการป้องกันการบาดเจ็บบนถนนและแนะนำให้ปรับเปลี่ยนแนวคิด (paradigm shift) ของการเกิดการบาดเจ็บบนถนนเป็นการเกิดที่มีปัจจัยเสี่ยงสามารถป้องกันได้และที่สำคัญแนะนำให้ใช้คำว่า crash แทน accident อย่างไรก็ตามผู้เสียชีวิตจากการบาดเจ็บบนถนนก็ยังมีจำนวนที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากตัวเลขสองหมื่นมาเกือบศตวรรษแล้ว ความหวังที่จะสามารถลดจำนวนลงให้ได้ครึ่งหนึ่ง ภายในปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมาของ Sustainable Development Goal ที่ 3.6 ตามมติขององค์การสหประชาชาติ จึงยังคงห่างไกล สาเหตุของการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บบนถนนส่วนใหญ่เกิดจากบาดเจ็บที่ศีรษะ การจะลดอัตราตายจากการบาดเจ็บบนถนนลงได้จึงควรมุ่งเน้นไปที่บาดเจ็บที่ศีรษะ ทั้งการป้องกันไม่ให้เกิด หรือเมื่อเกิดการบาดเจ็บแล้ว ก็มีมาตรการลดความรุนแรงของการบาดเจ็บลงด้วยการเฝ้าระวัง ตรวจหาความผิดปกติให้พบโดยเร็วเพื่อให้การรักษาได้ทันท่วงที ตลอดจนถึงขั้นตอนการฟื้นฟูสภาพ เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข
